วันพุธที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2552

2009|29-06-2552|งานเตรียมพื้นที่พี่ปุ๊|ตอน สิทธิถนนร่มไทร


นางณัฐพร เจ้าของร้านขายสังฆทานตรงข้ามธนาคารนครหลวงฝั่งตลาดเขมร อ้างสิทธิ์ เรื่องที่ 1 บอกว่าเป็นเพื่อนกับคุณนุชเยนายแดง เรืองที่ 2 อ้างสิทธิ์ว่าขายทหารเรือเป็นผู้อนุญาตให้ปลูกบ้านคนงานได้บนที่ดินทวด นิล เนตร นารถ ป้อมสนทนาแล้วปรากฏว่าไม่ใช่นายทหารอนุญาต แต่เป็นอานาก ศุภชัย วงศ์เทศ เป็นผู้บอกไว้ซึ่งที่จริงแล้วไม่มีสิทธิ์ เพียงแต่บอกปัดให้พ้นที่ตัวในส่วนสวนมะพร้าวที่ขายร่มไทรไป เรื่องที่ 3
นางณัฐพร อ้างว่ามารื้อบ้าน บุรุกที่ดินฉันได้ยังไง ก็ชี้แจงไปว่าที่นี่เป็นของบรรพบุรุษเรา พี่ปุ๊ไปขอปู่นารถมาเรียบร้อยตั้งหลายปีแล้ว และได้พยายามขอซื้อที่ดินริมคลองของนายทหารเรือที่ซื้อไปจากป้าเจี้ยมกลับมาซึ่งใฃ้เวลาเกือบ 4 ปี ในวันนี้ทุกอย่างเรียบร้อยและเราต้องใช้ที่ดินแล้ว จึงกั้นรั้ว หากนางณัฐพรผู้อ้างต้องการอะไรก็ให้ย้ายไป เรื่องที่ 4 นางณัฐพรอ้างว่าเป็นหุ้นส่วนกับผู้จัดสรรหมู่บ้านร่มไทร ด้วยเหตุว่าเป็นเพื่อนกันซึ่งป้อมไม่เคยเห็นหน้านางก็รู้ว่าเธอมั่วแล้ว เพราะหากเป็นผู้มาจัดสรรจริงต้องรู้แผนผังหน้าโฉนดในบริเวณนี้ทั้งหมดซึ่งยิ่งต้องรู้ว่าเราคือเจ้าของสิทธิโดยสมบูรณ์ เรื่องที่ 5 นางณัฐพรโยกโย้เรื่องว่าที่คุยนั้นเธอหมายถึงถนนร่มไทรเป็นของเธอ เราไม่มีสิทธิ์ใช้ถนนเส้นนี้ เพราะเธอเป็นเจ้าของโครงการ เราก็บอกไปว่าไม่มีปัญหาเพราะไม่ได้ใช้ทางออกทางนี้ แต่ก็รู้ว่าเธออ้างเธอมั่วกลัวเสียฟอร์ม ก็ขี้เกียจมีเรื่อง ก็ได้แต่ คร๊าบบบ ครับบบบบ มันเป็นยังงัยเหรอ ฯลฯ ใครว่างัยว่ากัน อย่าทำให้ต้องถึงโรงพักเลยเพราะเธออาจต้องเจอคดีแจ้งความเท็จ และที่สำคัญมีใครอีกเหรอที่มีส่วนในผลประโยชน์ที่ดินผืนนี้
ภาพที่ถ่ายข้างบนคือภาพงบประมาณหลวงที่เทศบาลเข้ามาก่อสร้างถนน แสดงว่าเป็นถนนสาธารณะมาตั้งนานแล้วไม่เป็นดั่งที่นางณัฐพรอ้างใด ๆ ทั้งสิ้น

2009|02-07-2552|งานเตรียมพื้นที่ปุ๊|ตอน1

ภาพถ่ายสำหรับต่อแบบพาโนราม่า
















ข้างบ้านนี้ เป็นบ้านฝรั่งอเมริกา ภรรยาชื่อ วนิดา



เสื้อฟ้า_ชื่อเพลิน
ก้มเลื่อย_ชื่อโดม ขายไก่ย่างซอยแบริ่ง
เสาประตู___ ขี่สามล้อในตลาด


ยัย เมียนายเพลินสามล้อ

วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2552

2008|08-09-2552|ทุกเช้าของป้อม

2008|12-09-2551|ทุกเช้าของพ่อป้อม

2008|12-09-2552|นังพา ท้อง 2

นังพา ท้องที่ 2

วันที่คลอด.....

จำนวน 4 ตัว ตัวเมีย 3 ตัวผู้ 1

สีดำ-ขาว เหมือนเจ้าไทเกอร์ที่โดนหมาหมู่กัดตายไป ย่าเรียกว่า นกเอี้ยง ตัวเมีย

สีน้ำตาลทองแดง เหมือนนังลักกี้ที่โดนหมาหมู่กัดตาย ย่าเรียกว่า อ้อ ตัวเมีย

สีน้ำตาลทองแดงเข้ม ตาคม ปากมอมดำ ป้อมตั้งชื่อว่า อัย หรือ อัยการ (หายไปเมื่อประมาณปลายเดือนกรกฏาคม 2552)

สีขาว เตี้ย ลูกสาวลักษ์ ตั้งชื่อว่า อั้ม หรือ อำพา

ตะกูลนี้ให้ใช้สกุล "พา" คือ นกเอี้ยง พา, อ้อ พา, อัย พา, อั้ม พา

2007|8-11-2550|จับงูเหลือม 5 เมตร|Part1/3







2007|8-11-2550|จับงูเหลือม 5 เมตร|Part2/3

2007|8-11-2550|จับงูเหลือม 5 เมตร|Part3/3

Pets|Dog|ชิสุ

ภาพเดียวของ 'ชิสุ' ลูกรัก
ชื่อ ชิสุ
เพศ เมีย
พันธุ์ ชิสุผสม
สี ขาวแต้มดำ
ลักษณะนิสัย แสนรู้ เรียบร้อย เจียมตัว สงบเสงี่ยม แต่กล้าหาญ จงรักภักดี กตัญญูรู้คุณ รักย่า รักพ่อป้อมแบบถวายชีวิต

ที่มา เป็นลูกนังเงาะ กับเจ้าบอย มีพี่น้อง 4 ตัว ชิสุ/อึ่งเอาไปเลี้ยง/เม/หมิว
ผสมพันธุ์กับหมาบ้านแป๋ง-XXX มีลูก 1 ตัว ชื่อไอ้เสือ เพศผู้

เกิดเมื่อ
ตายเมื่อ
สาเหตุการตาย ช๊อค/หัวใจวาย

ชิสุมีโรคประจำตัวคือโรคลมชัก พ่อป้อมช่วยชีวิตไว้ได้ทุกครั้ง พ่อป้อมเดินไปไหนมาไหน ชิสุจะเดินไปด้วยและอยู่ในสายตาเสมอ "อย่างนี้หนูก็เหนื่อยทั้งวันซิลูก.. เพราะลูกไม่ได้พักผ่อนเลยน๊ะ" ความจงรักภักดีของหมา ความไม่ลืมพระคุณ ความซื่อสัตย์กตัญญู หรือแม้แต่การยอมพลีชีวิตแทนนาย ก็มีให้เห็นในชีวิตชิสุ หมาตัวน้อย ๆ ตัวนี้นี่แหละ
วันหนึง (ต้องค้นบันทึกว่าวันไหนปีไหน) ตอนพลบค่ำ หมาตัวเล็กได้แก่ เจ้าเบริด เจ้าหมิว เจ้าไทเกอร์ เจ้าลักกี้ เจ้าเพชร เจ้าเงาะ (เอ้.. รุ่นนี้มีใครอีกหว่า?) อยู่ในกรงใหญ่ทางเดินข้างสระน้ำที่เลี้ยงปลาหางนกยูง ซึ่งปัจจุบันทุบทิ้งไปแล้ว ปรากฏว่ามันเห่า.. เห่า.. เห่า..ซะจนน่ารำคาญ.. น่ารำคาญมากจริง ๆ ป้อมเลยตัดสินใจเปิดประตูกรงปล่อยหมาทั้งหมด ทันใดนั้นมันก็วิ่งดิ่งตรงไปยังเครื่องปั้มน้ำทั้งหมด ได้ยินเสียง"ฟอตตตต" เท่านั้นแหละ..งานเข้าเลย... มันล้อมกรอบงู ! ซึ่งแรกสันนิฐานว่าเป็นงูเห่า มันฉกชิสุด้วยล่ะ (เพราะภายหลังเห็นลิ่มเลือดติดที่ขน)..มันสู้ มันพยายามฉกหมา หมาก็หลบเก่งทุกตัว ป้อมได้แต่แหกปากลั่นให้ทุกคนเข้าบ้าน ๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เพราะพอสันนิฐานได้ว่าเป็นงูเห่า พอรู้ว่ามันพุ่งฉกได้ แม่ไปเอาปืนมาจากห้อง ท่ามกลางเสียงเอะอะโวยวายลั่นชุลมุน ต้อม ป๋อง เจ กลับบ้านพอดีตอนมัน "ฟอตตตตต" แสดงว่าเสียงนี้ดังมากเลยล่ะ ทำงัยดีเอ่ย ก็เลยโทรไปหาแป๋งให้เกณฑ์หลอ จุ๊บ เข้ามา ทุกคนเอาไม้ถือติดตัวเข้ามา ไอ้จง เก้เก้ ๆ กัง ๆ ไม่กล้าเข้ามาร่วมสังเกตุการณ์ ความจริงใน 10 วินาทีที่เล่านี้ มันเป็นนาทีชีวิต นะ เป็นวินาที่ที่ความตายยืนตรงหน้า
งูมันขดลำตัวดันไปติดขัดกับท่อน้ำ จะยิงมั่วก็ปั้มน้ำจะชำรุด ในขณะนั้นมันก็แผ่แม่เบี้ยชูคอน่ากลัวมากเลย สรุปว่าต้องยิงมันทิ้ง ยิงออกไป 5 นัด โดนทะลุแม่เบี้ย 3 นัด ปรากฏมันหันหัวหาทางหนีตามขอบตะเข็บซีเมนต์ไปตรงต้นแก้วทางเดินไปทางคลอง แป๋งกับป้อมตามไปติด ๆ ด้วยอาการกลัว ๆ ลน ๆ แป๋งเอาไม้อะไรก็ไม่รู้ ฟาดลำตัว วินาทีนั้นไม้เสือกผุและหักกระเด็น บอกตรง ๆ ว่าที่กลัวมากคือกลัวมันหันมาฉกแป๋ง แต่แป๋งโฟกัสเป้าหมายคว้าไม่ที่หักฟาดลงไปอีก ตีซ้ำ ๆๆๆๆๆ จนงูนิ่งไป
เวลาเกิดเหตุฉุกเฉิน มั่วทั้งหมา มั่วทั้งคน มั่วทั้งสถานการณ์ สถานที่ ๆ ไม่อำนวยกับงาน อีกทั้งความมืด ขาดทั้งอุปกรณ์ไฟฉาย ขาดอุปกรณ์ต่อสู้ สารพัด หากวันนั้นตีงูไม่ตายก็คงอยู่กันไม่ได้แน่บ้านนี้ มันคงอาฆาตแน่ ๆ
หลังเหตุสงบปรากฎความยาวงู 4 เมตรกว่า เลยเอาเชือกผูกแขวนไว้กับต้นมะม่วง ด้วยแป๋งบอกว่า ไอ้พวกนี้มันมีคู่ เดี๋ยวคู่มันจะออกตามหา (ที่มาเลเซียเขาบอกว่างูมันจะมาอ่านภาพที่จอตาตัวที่ตายแล้วตามอาฆาตต่อ เฮ้อ..น่ากลัวมาก) ถ้ามันเห็นคู่มันตาย มันก็จะไป แต่ถ้ามันเห็นคู่มันโดนแร่กิน มันก็จะอาฆาตเหมือนคนงานไร่อ้อยที่สระบุรี ผัวตีงูในไร่ไปกิน ตัวเมียอาฆาตมาฉกกัดติดที่ข้อมือเมียผู้ชายคนนั้นที่เอางูตัวผัวไปกิน คนงานช่วยกันตีตายแต่เขี้ยวงูยังกัดคาข้อมือผู้หญิงคนงานอยู่เลย ภาพในหนังสือพิมพ์เป็นภาพที่เขาตัดคองูแล้วเอาผู้หญิงส่งโรงพยาบาล คือเป็นภาพหัวงูกัดคาข้อมืออยู่เลย(หากเจอรูปเจอเรื่องจะเอามาลงไว้ให้ดู)
เราแขวนงูอยูเกือบ 7 วัน กลิ่นคาวฟุ้งสนาม ฟุ้งบ้านไปหมด ในที่สุดก็เอาใส่ถุงพลาสติกผูกทิ้งไป
หลังจากนั้นมีอยู่วันหนึงที่ไปที่สถานเสาวภา เอาเจ้าบอยไปตรวจซากพิษสุนัขบ้า เลยแวะไปดูสวนงู สรุปว่างูที่เรายิงวันนั้นไม่ใช่งูเห่า แต่เป็นงูจงอาง เพราะลักษณะมันสีเทา เวลามันพองแม่เบี้ยไม่บานกลมเหมือนงูเห่า คือมันคล้ายพยายามแผ่แต่ไม่สุด ๆ เหมือนงูเห่า .. โฮ..สยองมากทีเดียว.. เฮ้อ..บ้านเราแท้ ๆ กลับมีความตายใกล้ตัว
ความจริงก่อนหน้ายิงงู 5 วัน 7 วัน ป้อมเห็นงูชนิดหนึ่งเรียวยาว เลี้ยฉิวไปตรงที่ตากผ้าบ้านต้อมตอนนั้นมีต้นมะยมอยู่ แล้วมันเหมือนแล่นวิ่งกันไป 2 ตัว แต่ที่ชัดเจนคือมันชูลำตัวได้ตั้งแต่ส่วนหำ เชิดลำตัวมองไปมองมา แล้วก็มุดเข้าไปใต่ซิเมนต์ซึ่งน่าจะเป็นโพลงท่อน้ำทิ้งจากห้องน้ำแม่ เที่ยวบอกเตือนทุกคนว่าวันนี้เห็นงูตรงนั้นตรงนี้ เพราะสิ่งที่กลัวคือลูกหลานและคนในบ้านจะตกอกตกใจหรือไปอยู่ในเขตอันตรายจะโดนมันกัดเอา ส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยมีคนสนใจฟัง หรือฟังผ่าน ๆ แล้วปล่อยให้เราแก้ปัญหาเอง เพราะทุกครั้งที่เจองูกันก็ต้องเรียกป้อมไปตี ทั้งที่เราเป็นคนที่กลัวงูที่สุดฝังใจตั้งแต่เด็กมาแล้ว ตั้งแต่สมัยขี่จักรยานไปทับงูเขียวหน้าโรงเรียนจตุพร เพราะเชื่อว่างูต้องตามกลับมาอาฆาตเอาชีวิตเรา กลับมาบ้านซมเศร้าเพราะเรากำลังจะตายโถน่าสงสารตัวเอง ตอนนั้นน่าจะประมาณ ป.3 มั้ง เพราะต้องขี่จักรยานไปซื้อของร้านตาไหวหลังวัด
กลับมาพูดถึงวีรกรรมเจ้าชิสุ ดีกว่าว่า โดนงูฉกแต่โชคดีที่ไม่เข้า เหมือนไม่ได้ฝังเขี้ยว จึงรอดตายราวปาฏิหารย์ ทั้งที่เป็นกังวลและต้องดูความผิดปกติ ไม่รู้ว่าโดนฉกพิษเข้าตัวหรือเปล่า สรุปชิสุมีชีวิตรอดในครั้งนั้น
ชิสุไม่เคยห่างพ่อป้อมเลย แล้วจะไม่ให้พ่อรักได้อย่างไร วันที่ชิสุจะจากไป พ่อกลับมาจากข้างนอก เห็นแม่บอกวันนี้ชิสุมันไม่สบาย รอแกอยู่ พ่อป้อมรีบอุ้มแล้วพูดคุยถามอาการเจ้า "เป็นงัยลูก" "พ่อมาแล้ว" "ไม่เป็นไรนะ" "อดทนนะ" โถ..อุตส่าห์รอพ่อกลับมา ชิสุใจสู้ และสู้ได้จริง ๆ แต่พ่อได้ยินเสียงหัวใจลูกขาดดัง"ปึ๋ง" ลูกพ่อขาดใจตายซะแล้ว คาตักพ่อเลย พ่อป้อมเรียกชิสุเข้าบ้านทุกวัน ยังงัย ๆ เจ้าก็ยังอยู่เสมอ อยู่ในดวงใจพ่อนี่ไง
พ่อป้อมเอาธูป เทียน ดอกไม้ ใส่มือเจ้าให้ประนมมือ ไปกราบเท้าพระพุทธเจ้าบนสวรรค์ จัดการห่อร่างเจ้า ใส่กล่อง บรรจุอย่างดี ให้เจ้านอนอย่างสงบตรงต้นวาสนา แล้ววันใดเมื่อพ่อบวช พ่อจะมาโปรดเจ้า แล้วเอาร่างเจ้าไปจัดรวมกับญาติ ๆ ของเจ้าสักที่ให้สวยสง่างาม เป็นสัญญลักษ์ให้คนเห็นถึงความดีของเจ้า ความรัก คงวามกตัญญู รู้คุณ ที่นับวันจะหาไม่ได้ในหมู่มวลมนุษย์
"ขออธิฐานให้ดวงวิญญาณของเจ้า..
จงลอยไปเข้าสู่สรวงสวรรค์..
ชาติหน้ามีจริงแล้วค่อยเจอะกัน..
สุขจนชั่วนิรันดร์.. พบกันทุกชาติเอย.."ล
พ่อป้อมไม่เคยลืมเจ้าเลย.. ซ๊ากกกกกวัน...